วันที่ 11 มิถุนายน 2569 อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง กรมศุลกากร ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยคาดว่าอาจเป็นการนำเข้าเศษโลหะปะปนขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) ที่อาจเข้าข่ายเป็นของเสียเคมีวัตถุ (Chemical Wastes) รวมถึงของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด (Basel Convention on the Control of Transboundary Movements of Hazardous Wastes and Their Disposal) ซึ่งสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้อายัดตู้สินค้าขาเข้าของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง จำนวน 10 ตู้สินค้า น้ำหนักรวม 249,260 กิโลกรัม โดยสำแดงชนิดสินค้าเป็นเศษเหล็ก (ใช้ไม่ได้) ต้นทางจากประเทศออสเตรเลีย

จากการตรวจสอบพบบางตู้สินค้ามีลักษณะเป็นเศษเหล็กบดย่อยปะปนเศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการปนเปื้อนโลหะหนัก จึงเข้าข่ายของเสียอันตราย ลำดับที่ A1181 ตามอนุสัญญาบาเซลฯ ซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียโดยไม่ได้รับความยินยอมจากประเทศนำเข้า ถือเป็นการเคลื่อนย้ายข้ามแดนแบบผิดกฎหมายตามอนุสัญญาบาเซลฯ รวมทั้งเป็นของเสียเคมีวัตถุ ลำดับที่ 2.18 จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่ต้องขออนุญาตนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตรายที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมรับผิดชอบ นอกจากนี้ ยังเป็นของต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2568 ดังนั้น สินค้าดังกล่าวเป็นการนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่ได้รับความยินยอมจากประเทศไทย ถือเป็นการเคลื่อนย้ายข้ามแดนแบบผิดกฎหมายภายใต้อนุสัญญาบาเซลฯ

กรมโรงงานอุตสาหกรรม ในฐานะหน่วยงานผู้มีอำนาจ (Competent Authority) ตามอนุสัญญาบาเซลฯ ของราชอาณาจักรไทย จึงต้องดำเนินการแจ้งกลับไปยังประเทศต้นทาง (ประเทศผู้ส่งออก) เป็นลายลักษณ์อักษรก่อนการให้ส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร หลังจากการระงับคดีในชั้นศุลกากรหรือดำเนินคดีแล้วเสร็จต่อไป



#กรมโรงงานอุตสาหกรรม #กรมโรงงาน #กรอ #DIW #MIND #กระทรวงอุตสาหกรรม #แหลมฉบัง #กรมศุลกากร #ขยะอิเล็กทรอนิกส์ #Ewaste #บาเซล
