วันที่ 21 ตุลาคม 2569 นางสาวอารยา ไสลเพชร รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นางสาวนวพร สงวนหมู่ ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม นายจิรวัฒน์ บุปผาพรหม ผู้อำนวยการกองกฎหมาย นายปริญญา มณีวงศ์ รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายศุภโชค ศรีสุขจร ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานการประชุม ณ อาคารรัฐสภา

การประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาศึกษาแนวทางการจัดตั้งงบประมาณและการจัดลำดับความสำคัญในการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อจัดการกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ลักลอบทิ้ง ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เยียวยา โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมชี้แจงภาพรวมแผนการดำเนินการกำจัดบำบัดกากอุตสาหกรรมที่ลักลอบทิ้ง จำนวน 11 พื้นที่ ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดราชบุรี พระนครศรีอยุธยา ระยอง ฉะเชิงเทรา ลพบุรี และนครราชสีมา ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมไม่สามารถเข้าไปบำบัดกำจัดกากตกค้างในแต่ละพื้นที่ได้ทันที เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอนตามกฎหมายให้ครบถ้วนก่อน ภาครัฐจึงจะสามารถขออนุมัติงบประมาณ (เช่น งบกลาง งบประจำปี) เพื่อเข้าไปดำเนินการแทนได้ และเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จแล้ว จึงฟ้องร้องเรียกคืนค่าเสียหายให้แก่ภาครัฐต่อไป

สำหรับผลการดำเนินงานในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566-2568) กรมโรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการจัดการกากของเสียอันตราย เช่น กากตะกอนน้ำมัน กรด-ด่าง น้ำปนเปื้อนน้ำมัน กากสี ภาชนะปนเปื้อน ตะกรันอะลูมิเนียม และน้ำเสียปนเปื้อน แล้วเสร็จ 2 พื้นที่ ได้แก่ โกดังภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่นายวิโรจน์ แก้วคำ จังหวัดฉะเชิงเทรา อีกทั้งดำเนินการแล้วบางส่วน 3 พื้นที่ ได้แก่ บริษัท แวกซ์ กาเบจ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จังหวัดราชบุรี บริษัท เอกอุทัย จำกัด (สาขาสามบัณฑิต) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จังหวัดระยอง

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างยกระดับกฎหมายโรงงาน และผลักดัน พ.ร.บ. กากอุตสาหกรรม ฉบับใหม่ โดยในส่วนของ พ.ร.บ. โรงงาน ได้มีการทบทวนหลักเกณฑ์การต่อใบอนุญาตโรงงาน กลุ่มเสี่ยงสูงเป็นทุก 3 ปี (โรงงานทั่วไปต่ออายุทุก 10 ปี) พร้อมเพิ่มมาตรการพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตหากกระทำผิดซ้ำซาก (สั่งหยุดประกอบกิจการ 3 ครั้งเข้าสู่กระบวนการเพิกถอน) จัดทำระบบ Blacklist และเพิ่มโทษจำคุกและโทษปรับในความผิดสิ่งแวดล้อมให้สูงขึ้น ส่วนการจัดทำร่าง พ.ร.บ. การจัดการกากอุตสาหกรรม ได้ขยายขอบเขตครอบคลุมขยะอิเล็กทรอนิกส์และซากรถยนต์ โดยใช้หลักการสากล “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ” (Polluter Pays Principle – PPP) กำหนดความรับผิดชอบครอบคลุมตั้งแต่ผู้ก่อกำเนิด ผู้ขนส่ง ถึงผู้กำจัด โดยเพิ่มโทษปรับสูงสุด 20 ล้านบาท เพิ่มมาตรการยึดและอายัดทรัพย์สินร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) รวมถึงส่งเสริมแนวคิด Zero Waste to Landfill ตลอดจน Urban Mining และ Circular Economy

นอกจากนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้นำระบบดิจิทัลมาใช้อย่างเข้มงวด ทั้งการขออนุญาตผ่านระบบการอนุญาตนำสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกนอกโรงงาน (กอ.1) จนถึงการติดตามปลายทางผ่านระบบแสดงการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว (กอ.2) พร้อมตั้งเป้าบังคับใช้ Mobile App ติดตามพิกัดขนส่งแบบ Real-time เพื่อป้องกันการแอบนำกากไปทิ้งระหว่างทาง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป



#กรมโรงงานอุตสาหกรรม #กรมโรงงาน #กรอ #DIW #MIND #กระทรวงอุตสาหกรรม #กากอุตสาหกรรม
