
เพื่อให้การกำกับดูแลสถานประกอบการขนาดเล็กที่ใช้เครื่องจักรต่ำกว่า 50 แรงม้า และโรงงานจำพวกที่ 1 และจำพวกที่ 2 ที่ถูกถ่ายโอนภารกิจไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการโรงงาน สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข ของหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย


เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นประธานการประชุม “โครงการจัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมาย กฎ และระเบียบเพื่อควบคุมการประกอบกิจการที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562” พร้อมด้วย นายสิริน ชาวเพ็ชรดี เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายวทัญญู ทิพยมณฑา ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายจุลพงษ์ ทวีศรี ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ นางสาวอารยา ไสลเพชร รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) นายสุพจน์ พินิตกิติสกุล ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบมาตรฐานงานกำกับโรงงาน พร้อมเจ้าหน้าที่กองกฎหมาย เจ้าหน้าที่กองพัฒนาระบบมาตรฐานงานกำกับโรงงาน และตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กรมอนามัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร (กทม.) และพัทยาเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 901 ชั้น 9 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กรุงเทพฯ

การประชุมหารือในครั้งนี้ ได้ร่วมวางกรอบแนวทางการขับเคลื่อนงานออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้
ระยะสั้น เตรียมจัดทำคู่มือมาตรฐานกลางและร่วมบูรณาการฐานข้อมูล และการออกประกาศคุมกิจการเสี่ยงสูง โดยมี 3 หน่วยงานหลัก (กรอ., คพ. ,กรมอนามัย) จะร่วมกันสนับสนุนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานมาตรฐาน (Standard Operating Procedure : SOP) และกำหนดมาตรฐานกลางในการตรวจสอบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นนำไปบังคับใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ให้มีความสอดคล้องกันมากขึ้น เพื่อลดอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมาย โดยมาตรฐานกลางที่จัดทำขึ้นนี้ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ประกอบการมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เป็นระบบเดียวกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน


ขณะเดียวกัน กรมอนามัยเตรียมพิจารณาออกประกาศกระทรวงเฉพาะเจาะจงควบคุมกลุ่มกิจการที่มีความเสี่ยงสูงและมักก่อให้เกิดปัญหาต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม (เช่น การผลิตดอกไม้เพลิง หรือสถานประกอบการที่มีสารเคมีอันตราย) เพื่อช่วยให้ท้องถิ่นมีกฎหมายควบคุมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนการแก้กฎหมายหลักที่ใช้เวลานาน

เตรียมพัฒนาระบบตรวจสอบของภาครัฐ (i-Auditor) จะมีการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลและแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government/e-licensing) ร่วมกัน เพื่อแชร์ข้อมูลโรงงานและลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการทำงาน
.
สำหรับในระยะยาว #วางแผนการแก้ไขกฎหมาย กรมโรงงานอุตสาหกรรม อยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขปรับปรุง พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 เพื่อดึงสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง ต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย กลับมาอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยโรงงาน แม้ว่าสถานประกอบการนั้นจะมีกำลังเครื่องจักรไม่เกิน 50 แรงม้าหรือคนงานไม่เกิน 50 คน ก็ตาม เพื่อสร้างความปลอดภัยต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
.
ในส่วนของ พระราชบัญญัติสาธารณสุข กรมอนามัยก็อยู่ระหว่างเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อกำหนดให้ อปท. สามารถบังคับใช้กฎหมายควบคุมกิจการอันตรายต่อสุขภาพได้ทันที โดยแบ่งระดับความเสี่ยงของกิจการเป็น 3 ระดับ (ต่ำ กลาง สูง) เพื่อให้การอนุญาตและกำกับดูแลเป็นไปตามความจำเป็นของความเสี่ยง
.
กรมอนามัยได้เสนอแนวคิดผลักดันระบบ “ผู้ตรวจสอบอนามัยสิ่งแวดล้อมหรือผู้ตรวจสอบอิสระ (Third Party)” ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหรือหน่วยงานเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาร่วมสนับสนุนการตรวจเช็กและประเมินสถานประกอบการ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านกำลังคนของภาครัฐ และเพิ่มความโปร่งใส น่าเชื่อถือ พร้อมกันนี้ มีการประสานความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย ผลักดันให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เข้ามาเป็นศูนย์กลางในการสนับสนุนงบประมาณ และจัดหาเครื่องมือตรวจวัดมลพิษระดับจังหวัด เพื่อให้ อปท. ขนาดเล็กที่ไม่มีงบประมาณสามารถยืมไปใช้งานในการตรวจสอบได้
#กรมโรงงานอุตสาหกรรม #ควบคุมมลพิษ #สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง #โรงงานขนาดเล็ก #มาตรฐานสิ่งแวดล้อม #ความปลอดภัยชุมชน #ผู้ตรวจการแผ่นดิน
