การใช้เทคนิค UV VIS Spectroscopy
(H-33)
จากคุณ :
นางสาวพรลดา ศรีประพัติ(ศูนย์วิจัยและพัฒนาสิ่งแวกดล้อมโรงงานภาคตะวันออก) - [25/8/2552 11:30:43]
การาดูดกลืนแสงหรือรังสีที่อยู่ในช่วงอัลตราไวโอเลตและวิซิเบิล ซึ่งอยู่ในช่วงความยาวคลื่นประมาณ 190-800 นาโนเมตร (nm) ของสารเคมีนั้น ส่วนใหญ่ได้แก่สารอินทรีย์ (Organic compound) หรือสารประกอบเชิงซ้อน (Complex compound ) หรือสารอนินทรีย์ (inorganic compound) ทั้งที่มีสีและไม่มีสี สมบัติของสารดังกล่าวนี้ได้นำมาใช้วิเคราะห์ทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณอย่างกว้างขวาง เพราะวิธีนี้ให้ความเที่ยงและความแม่นดี และมีสภาพไว (Sensitivity) สูง โดยอาจทำการวิเคราะห์อยู่ในรูปของธาตุหรือโมเลกุลก็ได้ แต่ในกรณีที่จะนำไปพิสูจน์ว่าสารตัวนั้นเป็นสารอะไร มีโครงสร้างอย่างไร อาจจะต้องใช้เทคนิคอย่างอื่นเข้าช่วยด้วย เพื่อให้เกิดความแน่ใจ เช่น ใช้เทคนิคทาง IR หรือ NMR spectroscopy โดยทั้งไป เทคนิคการวิเคราะห์นี้บางครั้งนิยมเรียกว่า ยูวี วิสิเบิล สเปกโทรโฟโตเมตรีถ้าสารที่ทำการวิเคราะห์มีสีหรือทำให้เกิดสีขึ้น สารที่มีสีนั้นจะดูดกลืนแสงในช่วงวิสิเบิล อาจเรียกว่า คัลเลอริเมตรี(Colorimetry) เมื่อให้ลำแสงที่เคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องกัน (continuous beam of radiation) ผ่านเข้าไปในวัตถุใสจะพบว่าแสงบางส่วนถูกดูดกลืน บางส่วนเกิดการสะท้อน บางส่วนกระเจิง และบางส่วนทะลุออกไป ดังรูปที่ 1 ถ้าให้แสงทะลุออกไปนั้นผ่านเข้าเครื่องกระจายแสง (เช่นปริซึมหรือ เกรตติง) จะเห็นว่าสเปกตรัมหายไปส่วนหนึ่ง ส่วนที่หายไปนี้เรียกว่า Absorption spectrum พลังที่ดูดกลืนไปนั้นจะทำให้โมเลกุลหรืออะตอมเปลี่ยนระดับพลังงานจากสถานะพื้น (ground state) ไปยังสถานะกระตุ้น (excited state) ดังรูปที่2 รูปที่ 2 แสดงกระบวนการเกิดการกระตุ้น
1. สาเหตุของการดูดกลืนแสงในช่วงยูวี วิสิเบิล (UV-VIS Absorption) เมื่อแสงที่อยู่ในช่วง ยูวี วิสิเบิล ผ่านเข้าไปในโมเลกุลของสาร สารนั้นจะถูกดูดกลืนแสงเฉพาะบางช่วงทำให้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงระดับพลังงานประมาณ 30-150 kcal/mole และอิเล็กตรอนที่เกี่ยวข้อง คืออิเล็กตรอนที่อยู่วงนอกสุดหรืออิเล็กตรอนที่เกิดพันธะแล้ว หรืออิเล็กตรอนที่ยังไม่เกิดพันธะ (non-bonding electrons) ซึ่งแต่ละชนิดจะมีพลังแตกต่างกัน อิเล็กตรอนที่ได้รับพลังงานสูงขึ้นนี้เรียกว่า antibonding orbitals
2. หลักในการหาปริมาณของสารกับการวัดปริมาณของแสงที่ถูกดูดกลืน ในการวัดปริมาณของแสงหรือ radiation ที่ถูกดูดกลืนด้วยสารตัวอย่างนั้น เราสามารถทำได้โดยให้ลำแสงผ่านเข้าไปในสารตัวอย่าง แล้ววัดปริมาณของแสงที่ผ่านทะลุออกมาโดยเปรียบเทียบกับแสงที่ทะลุออกมาเมื่อไม่มีสารตัวอย่าง เมื่อพิจารณาถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงของ radiant power ที่เกิดจากการผ่าน monochromatic radiation เข้าไปยังเซลล์ ซึ่งใส่แต่ตัวทำละลายกับสารอื่น ๆ ซึ่งไม่มีสารที่จะดูดกลืนแสง เรียกว่า Blank solution ดังนั้น radiant power ที่ผ่านทะลุออกมาให้เป็น Po
3. คำ ความหมาย และสัญลักษณ์ที่ใช้ในเรื่องของการดูดกลืนแสง มีคำและความหมาย ตลอดจนสัญลักษณ์ที่ได้รับการรับรองให้ใช้จากทางเคมีวิเคราะห์และ ASTM เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และลดความหลากหลายในการเขียน ทั้งนี้จะได้เปรียบเทียบกัน คำเก่าที่ใช้ด้วยดังนี้
ตารางที่ 1 คำ ความหมาย และสัญลักษณ์ที่ใช้ในเรื่องของการดูดกลืนแสง ชื่อ สัญลักษณ์ คำจำกัดความ ชื่ออย่างอื่นที่ใช้ Radiant Power P,Po เป็นพลังงานของเสงหรือรังสีที่ตกในมาตรวัดต่อ ซม2 ต่อวินาที ความเข้มของแสงหรือรังสี I, Io แอบซอร์แบนซ์ A Optical density ,OD ,extinction ,E ทรานสมิตแทนซ์ (Transmittance) T ทรานสมิสชัน, T (traasmission) ความกว้างของเซลล์ b ระยะทางที่แสงผ่านเป็น ซม. l (length) d (distance) โมลาร์แอบซอร์พดิวิตี้ (molar absorptivity) (C = โมล/ลิตร) Molar extinction coeffcient แอบซอร์พติวิตี้ (absorptivity) a (C = กรัม/ลิตร) extinction coefficient ,k ความยาวคลื่น (nm,10 -9 m) m (millimicron)
4. ข้อจำกัดในการใช้กฎของเบียร์ (Limitations or Deviations of Beer s Law) ข้อกำจัดที่ทำให้กฎของเบียร์ต้องเบี่ยงเบนหรือใช้ไม่ได้ นั่นคือค่า แอบซอร์แบนที่วัดได้ไม่เป็นปฎิภาคโดยตรงกับความเข้มข้น เมื่อให้ความกว้างของเซลล์คงที่หรือเมื่อนำค่าแอบซอร์แบนซ์ที่วัดจากความเข้มข้นต่าง ๆกันเขียนกราฟระหว่างค่าแอบซอร์แบนซ์กับความเข้มข้นแล้วได้กราฟไม่เป็นเส้นตรง (อาจจะโค้งขึ้นหรือโค้งลง ดังรูปที่ 4 )
สาเหตุที่สำคัญอาจจำแนกได้เป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือ 1. เนื่องจากความเบี่ยงเบนทางเคมี (Chemical deviations) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารที่ปนกันอยู่ในสารละลายนั้น 2. เนื่องจากความเบี่ยงเบนของเครื่องมือ (instrumental deviations) ซึ่งเกี่ยวกับเครื่องมือโดยเฉพาะ
5. ขั้นตอนต่าง ๆ ของการวิเคราะห์โดยใช้ UV-VIS spectrophotometer Techniques ก่อนที่จะทำการวิเคราะห์สารตัวอย่างทั้งทางคุณภาพและปริมาณวิเคราะห์ ควรจะได้ศึกษาสภาวะที่เหมาะสมต่าง ๆ เสียก่อนที่สำคัญคือ 5.1 ศึกษาการเตรียมสารละลายตัวอย่าง โดยเลือกตัวทำละลายให้เหมาะสม นั่นคือตัวทำละลายจะต้องไม่มีการดูดกลืนแสงในช่วงเดียวกับสารตัวอย่าง โมเลกุลไม่ควรมี conjugated system ในตารางที่ 2 เป็นตัวอย่างของตัวทำละลายที่ใช้เสมอ ๆ ใน UV-VIS spectroscopy และค่าความยาวคลื่นที่ต่ำที่สุดที่ใช้ได้ (Cut off point) ตารางที่ 2 แสดงตัวทำละลายที่ใช้ได้ในช่วง UV visible ตัวทำละลาย Cut-off Point (nm) ตัวทำละลาย Cut-off Point (nm) Water 190 Isopropyl alcohol 210 Acetronitrile 190 Isooctane 220 Cyclohexane 210 Methanol 210 Chrofrom 250 Diethy ether 210 Carbontetrachloride 260 Ethanol 210 1,4 Dioxane 220 n-Hexane 220
5.2 เลือกใช้สภาวะของเครื่องมือให้ถูกต้อง นั่นคือ หลอดกำเนิดแสง (light sources) ที่จะใช้อาจเป็น Tungsten lamp หรือ UV-lamp หรือ Deuterium lamp ตลอดจนการเลือกใช้สลิทให้ถูกต้องด้วย 5.3 ศึกษาแอบซอร์พชันสเปกตรัมโดยสแกน (scan) ค่าแอบซอร์พแบนซ์กับความยาวคลื่นจาก สเปกตรัม จะทำให้เราทราบว่าควรเลือก max ที่ความยาวคลื่นเท่าใด
6. ศึกษาตัวแปรต่าง ๆ ที่จะทำให้ค่าแอบซอร์แบนซ์เปลี่ยนแปลงได้ 1. ตัวทำละลาย 2. pH ของสารละลายซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการวิเคราะห์สารอนินทรีย์ซึ่งอยู่ในช่วงวิซิเบิล หรือใช้วิธีทำให้เกิดสารประกอบเชิงซ้อนที่มีสี จำเป็นต้องควบคุม pH โดยใช้บัพเฟอร์หรืออาจใช้วิธีวัดที่ Isobestic point หรือ Isoabsorptive point ซึ่งเป็นยาวคลื่นที่ค่าแอบซอร์แบนซ์คงที่เมื่อสารละลายมี pH ต่าง ๆ กัน 3. ตัวรบกวน (interferences) มีหรือไม่ ถ้ามีต้องหาวิธีการแก้ไขหรือทางกำจัดให้หมดไปเสียก่อนจึงวัดค่าแอบซอร์แบนซ์ ได้มิฉะนั้นจะได้ผลไม่ถูกต้อง 4. ในกรณีที่ใช้วิธีทำให้เกิดสารประกอบเชิงซ้อน ควรจะศึกษาความเสถียรของสารประกอบเชิงซ้อนเสียก่อน ตลอดจนเวลาที่ใช้ในการทำให้เกิดปฏิกิริยาสมบูรณ์ผลการเติมสารละลายที่มากเกินพอ เป็นต้น
7. การวิเคราะห์หาปริมาณของสารด้วยการใช้เทคนิคทางยูวี-วิสิเบิลสเปกโทรสโกปี วิธีวิเคราะห์ที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปมีดังนี้ ในกรณีสารตัวอย่างมีสารที่จะวิเคราะห์เพียงสารเดียว อาจใช้วิธีทำกราฟมาตรฐานโดยเตรียมสารละลายมาตรฐานที่ความเข้มข้นต่าง ๆ กัน แล้วนำไปวัดค่าแอบซอร์พแบนซ์ที่ max โดยเทียบกับ Blank นำผลที่ได้มาเขียนกราฟระหว่างค่าแอบซอร์แบนซ์กับความเข้มข้น จะได้กราฟเป็นเส้นตรง เมื่อวัดค่าแอบซอร์แบนซ์ของสารตัวอย่างได้ ก็จะหาปริมาณของสารที่จะวิเคราะห์ได้โดยอ่านจากกราฟมาตรฐานและลักษณ์ของสเปกตรัม ในปัจจุบันนี้เครื่องสเปกโทรโฟโตมิเตอร์มักจะมีไมโครโปรเซสเซอร์หรือไมโครคอมพิวเตอร์ประกอบอยู่ด้วยใช้ทั้งในการควบคุม เก็บข้อมูล คำนวณผล และรายงานผล ทำให้สะดวกต่อนักวิเคราะห์ขึ้นอย่างมาก
8. ส่วนประกอบของเครื่องยูวี - วิซิเบิลสเปกโทรโฟโตมิเตอร์ เครื่องสเปกโทรโฟโตมิเตอร์โดยทั่วไปจะประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังรูป ที่ 5 8.1 ต้นกำเนิดแสง (Light Source) ต้นกำเนิดแสงที่ใช้ในงานทางสเปกโทรโฟโตรเมตรีนั้น ควรจะต้องมีลักษณะดังนี้ 1. จะต้องให้ลำแสง (beam of radiation) ที่มีกำลังพอที่วัดได้ด้วยมาตรแสง (photometer) 2. จะต้องให้การแผ่รังสี (radiation) ออกมาตลอดเวลาในช่วงความยาวคลื่นที่ต้องการ 3. จะต้องให้การแผ่รังสีที่คงที่ตลอดเวลา นั่นคือ Po ต้องคงที่ มิฉะนั้นแล้วผลของการวิเคราะห์จะไม่เม่นหรือไม่มีความเที่ยง สำหรับเครื่องยูวี วิสิเบิลสเปกโทรโฟโตมิเตอร์นั้น ต้นกำเนิดแสงอัลตราไวโอเลตเป็นหลอด ไฮโดรเจน (hydrogen lamp) หรือหลอดดิวเทอเรียม (deuterium lamp) ให้แสงอยู่ช่วงความยาวคลื่น 185 375 nm 8.2 โมโนโครเมเตอร์ (Monochromator) ส่วนประกอบที่ถือว่าเป็นหัวใจของเครื่องสเปกโทรโฟโตมิเตอร์ เพราะเป็นส่วนที่ใช้ควบคุม แสงโดยจะทำให้แสงที่ออกมาจากต้นกำเนิดแสง ซึ่งพอลิโครเมติก (คือแสงที่ประกอบด้วยแสงที่มีความยาวคลื่นต่าง ๆ) ให้เป็นแสงโมโนโครเมติก ซึ่งเป็นแถบแสงแคบ ๆ ความจริงโมโนโครเมเตอร์จะประกอบไปด้วย
1. ช่องที่ปล่อยให้แสงเข้า (entrance slit) 2. กระจกและเลนส์ (mirror และ lens) 3. ส่วนที่ใช้ทำให้แสงกระจายออกเป็นความยาวคลื่นต่าง ๆ กันเพื่อให้เหมาะแก่การเลือกใช้ หรืออาจเป็นส่วนที่ตัดแสงบางช่วงออกไปให้เหลือเฉพาะช่วงคลื่นแสงที่ต้องการอุปกรณ์ส่วนนี้อาจประกอบไปด้วย 3.1 ฟิลเตอร์ 3.2 ปริซึม 3.3 เกรตติง 4. ช่องแสงออก 8.3 ส่วนที่วางสารตัวอย่างเพื่อวัด (cell Compartment) เซลล์ที่บรรจุสารตัวอย่างและสารปรับเทียบแล้วนำไปใส่ที่สำหรับวัด ซึ่งส่วนนี้จะมีฝาปิดเพื่อกันแสงจากภายนอกจะเข้าไปและถูกกั้นออกจากส่วนที่เป็นระบบอิเล็กทรอนิกและระบบแสง 8.4 เครื่องวัดแสง (Radiation Detector) เครื่องที่ใช้สำหรับวัดแสงนั้นมีด้วยกันหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบอาจแตกต่างกันบ้างที่ความกว้างของช่วงคลื่นแสงที่สามารถตรวจสอบได้ ความเร็วของการตอบสนองต่อแสง สภาพไวของการรับแสง เป็นต้นทั้งนี้เพื่อต้องการเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า 8.5 เครื่องขยาย-แยกสัญญาณและประมวลผล สัญญาณได้จากเครื่องวัดจะนำไปเข้ากระบวนการของระบบอิเล็กทรอนิก เช่น ขยายสัญญาณให้มากขึ้น หรืออาจเปลี่ยนสัญญาณ D.C. เป็น A.C. หรือ A.C. เป็น D.C. อาจมีการกรองสัญญาณที่ไม่ต้องการออกไป หรือนำสัญญาณที่ได้ไปแยกออก (และเข้ากระบวนการทางคณิตศาสตร์) เข้าเครื่องอินทิเกรชัน หรือเปลี่ยนให้เป็น log scale จากนั้นสัญญาณที่ได้ซึ่งเป็นผลของการวิเคราะห์จึงได้เสนอออกมามีหลายรูปแบบ โดยต่อเข้ากับ 1. มิเตอร์ 2. ดิจิตัลมิเตอร์ 3. เครื่องบันทึก เรคอร์เดอร์ หรือพริ้นเตอร์ 4. เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์หรือไมโครโปรเซสเซอร์
|