การประยุกต์ใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดการมลพิษโรงงาน
ทุกคนคงสงสัยว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างหลักการผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ (Polluter Pays Principle) กับเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Instruments) การจะบรรลุถึงหลักการผู้ก่อมลพิษ ต้องรับผิดชอบได้จะต้องอาศัยเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการดำเนินการ ซึ่งเครื่องมือนี้มีได้หลายรูปแบบ เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมมลพิษ (Emission Charge) การเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ (User Charge) การออก ใบอนุญาตปล่อยมลพิษ (ที่เปลี่ยนมือได้, Tradable Permit) ฯลฯ ในการแก้ไขปัญหามลพิษโดยใช้เครื่องมือ ทางเศรษฐศาสตร์จำเป็นต้องวิเคราะห์ประเภทเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ วิธีการ และรูปแบบที่เหมาะสม ในการประยุกต์ใช้หลักการนี้ในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ รวมทั้งการนำเสนอนโยบายเพื่อบริหารจัดการ ปัญหาสิ่งแวดล้อม
ที่ผ่านมาประเทศต่าง ๆ มีการนำวิธีทางเศรษฐศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอุตสาหกรรม เป็นต้นว่า การเก็บค่าธรรมเนียมในการปล่อยสารพิษและการปล่อย น้ำเสียจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย การขึ้นภาษีน้ำมันเชื้อเพลิง การจัดเก็บภาษีเครื่องใช้ในบ้านประเภทของใช้ แล้วทิ้ง โดยการบวกภาษีในราคาขายปลีก การเก็บภาษีปุ๋ยและภาษียาฆ่าแมลง การเก็บภาษีเครื่องใช้ที่ทำด้วย พลาสติก ภาษีรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ขนาดใหญ่และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาก ภาษีถ่านหิน และอื่น ๆ
สำหรับประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะประเทศในเอเซีย ระบบบังคับและควบคุมมีความไม่ เหมาะสมด้วยเหตุผลหลายประการ
ประการแรก ลักษณะพื้นฐานทางวัฒนธรรม ที่มีความเห็นอกเห็นใจกันมากกว่าที่จะต้องปฏิบัติตาม ระเบียบและข้อบังคับ
ประการที่สอง การเฝ้าติดตามดูแลโรงงานจำนวนมากและตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศทำได้ยากลำบาก สิ้นเปลืองทั้งงบประมาณและเจ้าหน้าที่
ประการที่สาม กฎเกณฑ์ต่าง ๆ มักมีการลอกเลียนแบบจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ขณะที่กำลังคนและ งบประมาณสนับสนุนของประเทศกำลังพัฒนามีน้อยกว่ามาก
ประการที่สี่ บทลงโทษและกฎหมายไม่รุนแรงและไม่ได้มีการบังคับ ส่วนหนึ่งมากจากพื้นฐานทาง วัฒนธรรม
ประการสุดท้าย ระดับการศึกษารวมทั้งการตื่นตัวต่อความรับผิดชอบ และตระหนักถึงปัญหาด้าน สิ่งแวดล้อมของประชาชนในประเทศยังมีน้อย ทำให้การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เป็นไปได้ยาก
สำหรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นหลังจากกำหนดให้มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ นโยบายด้านการจัดเก็บและปัญหาการคอรัปชั่น การสร้างความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องทำเป็นกระบวน การและใช้เวลานาน
เพื่อให้เกิดการยอมรับว่าเป็นเรื่องจำเป็น และข้อกฎหมายต้องสนับสนุนส่งเสริมรวมทั้งมีบทลงโทษ ที่เข้มงวดและชัดเจน ซึ่งการดำเนินการในขั้นแรกต้องมีการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอน เปิดโอกาสให้ผู้ ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมได้มีการปรับปรุงแก้ไขก่อนประกาศใช้ มีเงินทุนสนับสนุนนโยบายหรือ แผนการและทำความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเพื่อให้เกิดความสมัครใจมากกว่าการรู้สึกลงโทษ และเกิดความ ร่วมมือจากทุก ๆ ฝ่าย
ค ว า ม สำ คั ญ ข อ ง ก า ร ศึ ก ษ า
ค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อมใช้หลักการจูงใจของระบบตลาดในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม (Market Based Incentive-MBI) โดยอาศัยพื้นฐานการดำเนินการของตลาด เช่น ทำผิดมากก็จ่ายมาก ทำผิดน้อยก็จ่ายน้อย เป็นต้น ซึ่งอาศัยราคาเป็นสิ่งจูงใจให้ทำหรือไม่ให้ทำ หรือทำมากทำน้อย แรงจูงใจที่อาศัยระบบตลาด จัดว่า เป็นแรงจูงใจในทางเศรษฐกิจ เพื่อพิจารณาการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อสนองความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุดของผู้บริโภค
ความจำเป็นที่ต้องมีการใช้แรงจูงใจในทางเศรษฐกิจ เนื่องจากนโยบายที่ล้มเหลว เช่น ความไม่ชัดเจน ในเรื่องกรรมสิทธิ์ทำให้ระบบตลาดไม่ทำงานมีผลทำให้สิ่งแวดล้อมรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติอยู่นอกระบบ ตลาด ไม่มีราคา ไม่มีการซื้อขาย ไม่มีเจ้าของขณะที่ทรัพย์สินในระบบเศรษฐกิจนับวันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี การขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่อาศัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นฐาน หรือตัก ตวงการใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีการรวบรวมหรือทำ การสำรวจว่าแต่ละปีมีเหลือเท่าใด เสื่อมสภาพไปแล้วเท่าไร แรงจูงใจในทางเศรษฐศาสตร์จึงเป็นทางออก ที่จะนำทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเข้ามาในระบบตลาด และกำหนดราคาที่สามารถสะท้อนถึงภาวะ การถูกทำลายและการขาดแคลน และค่าเสียโอกาสในการใช้ หรืออีกนัยหนึ่งคือค่าใช้ประโยชน์นั่นเอง เมื่อมี ค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นก็เท่ากับเป็นการบังคับให้ใช้อย่างประหยัด ราคาที่กำหนดขึ้นเป็นค่าธรรมเนียมนี้ ผู้ประกอบ การสามารถรับภาระต้นทุนในส่วนนี้โดยคิดรวมเข้าไปในต้นทุนการผลิตแล้วผลักภาระส่วนหนึ่งไปให้ผู้ซื้อ ซึ่ง จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับลักษณะตลาดของสินค้านั้น ๆ
ในการกำหนดราคาในการทำกิจกรรมหรือใช้ทรัพยากรหรือใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อม โดย หลักการแล้วจะยึดหลักความเสียหายที่เกิดขึ้น (Emission Charge for Destructive) ซึ่งเป็นวิธีการที่เข้าใจง่าย เช่น ผู้ที่ปล่อยน้ำทิ้งหนึ่งลูกบาศก์เมตรสร้างความเสียหายคิดเป็นเงินเท่าใด หรือถ้าจะรักษาให้อยู่ในสภาพ เดิมจะต้องเสียค่าบำบัดน้ำเสียเท่าใด ก็คิดค่าธรรมเนียมในการปล่อยน้ำเสียลูกบาศก์เมตรละเท่านั้น อีกวิธี หนึ่งคือการกำหนดค่าธรรมเนียมโดยพิจารณาค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศหรือคุณภาพน้ำใน แม่น้ำ เช่น พิจารณาถึงคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำที่จะให้เป็นที่ระดับใดระดับหนึ่ง คุณภาพน้ำที่จะระบายทิ้งจะ ต้องมีคุณภาพเท่ากับมาตรฐาน ถ้าต่ำกว่าจะเสียค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนด ซึ่งค่าธรรมเนียมในแต่ ละบริเวณที่ตั้งจะต่างกัน
ความได้เปรียบของการใช้แรงจูงใจจะเกิดขึ้นในระยะยาว เมื่อหน่วยธุรกิจหรือองค์กรต้องคิดราคา สินค้าและค่าบริการตามต้นทุนทั้งหมด ซึ่งเป็นต้นทุนรวมของสังคมที่เกิดจากต้นทุนการผลิตรวมกับต้นทุน ที่จ่ายเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมหรือค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมนั้น จะทำให้องค์กรพยายามที่จะลดค่าใช้จ่ายให้ มากที่สุดเพื่อที่จะเพิ่มกำไร ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้มีการพัฒนาหาวิธีการใหม่ ๆ ที่จะลดค่าใช้จ่าย อาจเป็นการ ใช้น้ำน้อยลง ใช้พลังงานน้อยลง เปลี่ยนพลังงานจากอีกชนิดหนึ่งไปเป็นอีกชนิดหนึ่ง การเปลี่ยนแหล่งวัตถุ ดิบ หรือการปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิตซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นผลมาจากการกระตุ้นให้ต้องหาวิธีการลดค่า ใช้จ่าย ตรงกันข้ามกับวิธีการบังคับและควบคุมซึ่งจะไม่มีผลต่อการปรับปรุงในระยะยาว
โครงการการประยุกต์ใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดการมลพิษโรงงานเป็นโครงการนำร่อง เพื่อศึกษาถึงการแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดจากการผลิตของภาคอุตสาหกรรม โดยใช้มาตรการทางการเงินเป็น ตัวกระตุ้นให้ภาคเอกชนหันมาลดปริมาณของเสียที่เกิดจากการผลิตมากกว่าการเน้นให้โรงงานอุตสาหกรรมลด ปริมาณของเสียโดยการบำบัดหรือกำจัด
แนวความคิดทางด้านเครื่องมือเศรษฐศาสตร์ คณะผู้ศึกษาได้พิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้เครื่องมือ ทางเศรษฐศาสตร์หลายเครื่องมือ พบว่าเครื่องมือด้านระบบ Charge และ Fee น่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับการ จัดการมลพิษโรงงานในขณะนี้ โดยใช้ระบบค่าปล่อยมลพิษ (Emission Charge) กับทุกโรงงานที่อยู่ในจำพวก ที่ 3 ซึ่งเป็นจำพวกที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้กำหนดว่าเป็นพวกที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เพื่อควบคุม ให้โรงงานบำบัดหรือกำจัดของเสียให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และใช้ระบบ Fee ซึ่งในที่นี้ผู้ ศึกษาขอเรียกว่าระบบค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ (Pollution Management Fee, PMF) อันมีแนวความ คิดที่ว่า (1) ควรให้โอกาสแก่โรงงานในการแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดจากกระบวนการผลิต โดยมิได้เน้นที่การ บำบัดหรือกำจัดของเสียแต่เน้นที่การลดมลพิษที่เกิดจากกระบวนการผลิต เช่น การเปลี่ยนวัตถุดิบ การแยก ของเสียจากกระบวนการผลิตมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าประเภทอื่น (2) เจ้าหน้าที่ของรัฐจะเปลี่ยนบท บาทจากการตรวจจับมาเป็นการกำกับดูแลและให้ความช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำในการลดมลพิษจากกระบวน การผลิต (3) เป็นการระดมความรู้จากนักวิชาการจากภาคเอกชน บริษัทที่ปรึกษา องค์กรพัฒนาเอกชนและภาค รัฐในการช่วยเสนอแนะวิธีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมให้แก่โรงงาน จากเดิมที่ใช้เจ้าหน้าที่รัฐที่มีอยู่ จำกัดทำให้ไม่เพียงพอและทันกับปัญหาที่เกิดขึ้น
สิ่งที่คณะผู้ทำการศึกษาค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อม (ค่าปล่อยมลพิษและค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการ มลพิษ) คำนึงถึง คือ อัตราการจัดเก็บค่าธรรมเนียมต้องเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าดำเนินการในการบำบัดหรือกำจัด มลพิษ ทั้งนี้เนื่องจากการคิดค่าธรรมเนียมที่ต่ำจะสะท้อนถึงการขาดประสิทธิภาพในการจัดหา ตัวอย่างเช่น การคิดค่าบริการสุขาสาธารณะต่ำ เงินที่เก็บได้ไม่เพียงพอสำหรับการดูแลความสะอาด หรือการจัดหาบริการ อื่น ๆ ของรัฐบาล เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ ทำให้การบำบัดดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพดีทำได้ยาก และขาดเงินทุนที่จะ ขยายกิจการบริการ แม้จะให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแทนก็ขาดแรงจูงใจที่จะมาลงทุนและเก็บค่าบริการใน อัตราเดียวกันกับที่รัฐเคยเก็บ ในทำนองเดียวกันการคิดค่าธรรมเนียมในอัตราที่ต่ำเกินไปจะทำให้รัฐบาล ไม่สามารถนำเงินที่ได้มาหมุนเวียนในการก่อสร้างระบบบำบัดในพื้นที่ที่มีความต้องการได้ หรืออาจมีทุนไม่ เพียงพอที่จะดำเนินงานและบำรุงรักษา
นอกจากนี้ราคาที่ต่ำยังส่งผลให้มีการใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เป็นการกระตุ้นให้มีความต้องการ เพิ่มขึ้นอย่างไม่จำเป็น นั่นคือ ผู้ประกอบการมีความต้องการจ่ายค่าธรรมเนียมมากกว่าการก่อสร้างระบบบำบัด หรือปรับปรุงเทคโนโลยีที่ใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อลดมลพิษ ทำให้แผนหรือนโยบายที่จะลดมลพิษ และ ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมไม่เป็นผล
การวางแผนหรือนโยบายในการคิดค่าปล่อยมลพิษและค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษต้องมีมาตร การให้แรงจูงใจนอกเหนือจากการคำนึงถึงประสิทธิภาพในการจัดเก็บและความสัมฤทธิ์ผลในทางปฏิบัติ เพราะแรงจูงใจจะมีส่วนทำให้ผู้ประกอบการมีความเต็มใจที่จะร่วมมือในการลดมลพิษด้วยการพยายามลด ค่าใช้จ่ายของตนเองจากการเสียค่าธรรมเนียมมาเป็นการปรับปรุงการผลิตของตนเพื่อลดมลพิษ หรือการ ก่อสร้างระบบบำบัด เพื่อให้ผลกำไรของตนมากที่สุด อีกทั้งจะเป็นแรงกระตุ้นในระยะยาวให้หน่วยอุตสาห- กรรมมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตใหม่ ๆ เพื่อลดมลพิษและค่าใช้จ่ายของตนให้ลดลง ซึ่งการให้แรงจูงใจ จะให้ผลที่ดีกว่าการบังคับและควบคุมที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการบริหารหรือการติดตามที่จะให้ภาคอุตสาหกรรม ปฏิบัติตามข้อบังคับ ซึ่งนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและต้อง ใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมาก ซึ่งการใช้มาตรการจูงใจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
ค่ า ป ล่ อ ย ม ล พิ ษ
หมายถึงค่าธรรมเนียมที่รัฐเรียกเก็บจากเจ้าของแหล่งกำเนิดในกรณีที่ปล่อยมลพิษออกสู่ภายนอกทั้งที่เกิน และไม่เกินมาตรฐาน โดยคำนึงถึงความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพ อนามัยซึ่งเครื่องมือนี้จะเหมาะสมในการใช้กับโรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภทที่ก่อให้เกิดปัญหา มลพิษทางน้ำ”
ค่าปล่อยมลพิษเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการ มลพิษแต่มีหลักการที่แตกต่างกันในเรื่องของการบริหารการจัดเก็บ ที่จะไม่มีการคืนค่าธรรมเนียมหรือค่าปล่อย มลพิษให้กับผู้ประกอบการ แต่จะนำเงินค่าปล่อยมลพิษที่เก็บได้เข้ารัฐโดยตรง และคืนสู่สังคมโดยการนำเงิน ไปฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยรวม
ซึ่งการเก็บค่าปล่อยมลพิษนี้จะเป็นการบังคับให้ผู้ประกอบการโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียต้องดำเนินการ เพื่อแก้ไขโดยติดตั้งอุปกรณ์และมีการเดินเครื่อง เป็นต้น หรืออาจกล่าวได้ว่าค่าปล่อยมลพิษจะเป็นการลด ปัญหามลพิษที่ระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันให้น้อยที่สุดโดยการควบคุมอุปกรณ์หรือระบบบำบัด/ กำจัดที่โรงงานมีอยู่
ผลกระทบของการเสียค่าธรรมเนียมแบบค่าปล่อยมลพิษจะเป็นในแง่ของต้นทุนที่สูญเปล่า เป็นต้นทุน ที่เสียไปโดยที่โรงงานของผู้ประกอบการหรือสภาพสิ่งแวดล้อมของสังคมโดยรวมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ดี ขึ้น อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังต้องมีแผนหรือนโยบายในการจัดเก็บ เพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับผู้ประกอบการรับ ผิดชอบต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมของสังคมโดยรวม และเพื่อนำเงินที่ได้มาหมุนเวียนในการสร้างระบบบำบัด หรือกำจัดของเสียในพื้นที่ที่มีความเร่งด่วน เป็นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการนำเงินของผู้ก่อให้เกิดมล พิษมาชดเชยให้กับผู้เสียประโยชน์จากการได้รับมลพิษ
สมการที่เหมาะสมในการเก็บค่าปล่อยมลพิษ
อัตราการเก็บค่าปล่อยมลพิษประเมินจากปริมาณและคุณลักษณะน้ำทิ้งที่ปล่อยโดยโรงงานอุตสาหกรรม และได้ระบายน้ำเสียออกสู่ภายนอก โดยอัตราการเก็บขึ้นกับปริมาณน้ำเสีย ความสกปรกที่ปล่อย และค่าที่มาตรฐาน กำหนดให้ปล่อยได้ การประยุกต์ใช้แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1 คุณภาพน้ำเสียไม่ได้ตามมาตรฐาน
กรณีที่ 1.1 น้ำทิ้งมีพารามิเตอร์ตัวใดตัวหนึ่งเกินกว่าหรือเท่ากับ 3 เท่าของค่ามาตรฐานน้ำทิ้ง
น้ำทิ้งมีพารามิเตอร์ตัวใดตัวหนึ่งเกินกว่าหรือเท่ากับ 3 เท่าของค่ามาตรฐานน้ำทิ้ง ให้อยู่ในดุลย พินิจของกรมโรงงานอุตสาหกรรมสามารถสั่งให้หยุดดำเนินการผลิตได้
กรณีที่ 1.2 น้ำทิ้งมีคุณลักษณะเกินค่ามาตรฐานแต่ทุกพารามิเตอร์มีค่าต่ำกว่า 3 เท่าของค่าที่มาตรฐาน กำหนด
โรงงานที่มีคุณภาพน้ำทิ้งเกินค่ามาตรฐานและทุกพารามิเตอร์ในน้ำทิ้งที่ปล่อยมีค่าต่ำกว่า 3 เท่าของค่า ที่มาตรฐานกำหนด จะต้องเสียค่าปล่อยมลพิษให้แก่กรมโรงงานอุตสาหกรรมตามอัตราที่เสนอไว้ในสมการที่ 1 จนกว่าโรงงานสามารถบำบัดน้ำเสียได้ตามที่มาตรฐานกำหนดจึงจะจ่ายตามสมการในกรณีที่ 2
Charge = 4.52Q + 18.48B + aNHP1 + bNHP2 + cHP + Mag
(1)
กรณีที่ 2 ในกรณีที่โรงงานปล่อยมลพิษไม่เกินมาตรฐาน
ภายใต้กรณีที่โรงงานสามารถบำบัดน้ำเสียได้ตามมาตรฐานกำหนด อย่างไรก็ตามน้ำทิ้งที่ปล่อยออกมา ยังคงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการป้องกันการหลีกเลี่ยงไม่เสียค่าปล่อยมลพิษโดยการเจือจางน้ำทิ้ง ผู้ศึกษา ได้แบ่งค่าปล่อยมลพิษกรณีที่โรงงานปล่อยมลพิษได้ตามมาตรฐานออกเป็น 2 กรณี คือ
กรณีที่ 2.1 ปล่อยน้ำทิ้งได้ตามมาตรฐานและคุณลักษณะน้ำทิ้งมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 50 ของค่า มาตรฐาน
สมการในการเก็บค่าปล่อยมลพิษเป็นดังนี้
Charge = 0.452Q + 1.848B + 0.1*bNHP2 + 0.1*cHP (2)
กรณีที่ 2.2 ปล่อยน้ำทิ้งได้ตามมาตรฐานและคุณลักษณะน้ำทิ้งน้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่ามาตรฐาน
สมการในการเก็บค่าปล่อยมลพิษเป็นดังนี้
Charge = 0.226Q + 0.924B + 0.05* + bNHP2 + 0.05*cHP (3)
กำหนดให้
Q = ปริมาณน้ำเสียที่โรงงานปล่อยออกสู่ภายนอก (ลูกบาศก์เมตรต่อวัน)
B = ปริมาณบีโอดีที่ปล่อยออกนอกโรงงาน (กิโลกรัมต่อวัน)
NHP1 = ปริมาณมลพิษนอกเหนือจากบีโอดีและไม่สามารถตรวจวัดในรูปความเข้มข้น หรือน้ำหนัก ได้แก่ อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง และสีหรือกลิ่น
a = สัมประสิทธิ์สำหรับพารามิเตอร์ในกลุ่ม NHP1 ซึ่งในที่นี้จะคงที่คือ มีค่าเท่ากับ 100 บาทต่อหนึ่งพารามิเตอร์
NHP2 = ปริมาณมลพิษจากสารดังต่อไปนี้ คือ สารละลาย ซีโอดี ทีเคเอ็น ซัลไฟด์ น้ำมันและ ไขมัน ฟอร์มัลดีไฮด์ คลอรีนอิสระ และสารแขวนลอย (กิโลกรัมต่อวัน)
b = สัมประสิทธิ์สำหรับพารามิเตอร์ในกลุ่ม NHP2 ซึ่งจะมีค่าเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละ พารามิเตอร์ ดังแสดงในตารางที่ 1
HP = ปริมาณมลพิษ (กิโลกรัมต่อวัน) ซึ่งเป็นสารที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยใน ระดับสูงได้แก่ ไซยาไนด์ โลหะหนัก ฟีนอล และยาฆ่าแมลง
c = สัมประสิทธิ์สำหรับพารามิเตอร์ในกลุ่ม HP ซึ่งจะมีค่าเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละพารามิเตอร์ ดังแสดงในตารางที่ 1
Mag = ค่าบริหารจัดการซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ โดยคิด เท่ากับร้อยละ10 ของผลรวมของค่าธรรมเนียมในเทอมที่ 1 ถึง 5 ที่โรงงาน จ่ายให้กับรัฐ หรือ เท่ากับ 0.1*(4.52Q + 18.48B + aNHP1 + bNHP2 + cHP)
ตารางที่ 1 แสดงค่าสัมประสิทธิ์ของแต่ละพารามิเตอร์ตามมาตรฐาน

พารามิเตอร์

ค่ามาตรฐาน
สัดส่วนเมื่อ เปรียบเทียบ กับค่าบีโอดี สัมประสิทธิ์,a (บาท/พารา มิเตอร์) สัมประสิทธิ์,b (บาท/กก) สัมประสิทธิ์,c (บาท/กก)
ความเป็นกรด-ด่าง
อุณหภูมิ
สีหรือกลิ่น
สารละลาย
ซีโอดีที
เคเอ็นซัลไฟด์
น้ำมันและไขมัน
สารแขวนลอย
คลอรีนอิสระ
ฟอร์มัลดีไฮด์
ไซยาไนด์
สังกะสี
โครเมียม (VI)
โครเมียม (III
)สารหนู
ทองแดง
ปรอท
แคดเมียม
บาเรียม
ซิลิเนียม
ตะกั่ว
นิคเกิล
แมงกานีส
ฟีนอล
ยาฆ่าแมลง
5.5-9
ไม่มากกว่า 40ํ C
ไม่เป็นที่น่ารังเกียจ
ไม่มากกว่า 3,000 มก/ล
ไม่มากกว่า 120 มก/ล
ไม่มากกว่า 100 มก/ล
ไม่มากกว่า 1.0 มก/ล
ไม่มากกว่า 5.0 มก/ล
ไม่มากกว่า 50 มก/ล
ไม่มากกว่า 1.0 มก/ล
ไม่มากกว่า 1.0 มก/ล
ไม่มากกว่า 0.2 มก/ล
ไม่มากกว่า 5.0 มก/ล
ไม่มากกว่า 0.25 มก/ล
ไม่มากกว่า 0.75 มก/ล
ไม่มากกว่า 0.25 มก/ล
ไม่มากกว่า 2.0 มก/ล
ไม่มากกว่า 0.005 มก/ล
ไม่มากกว่า 0.03 มก/ล
ไม่มากกว่า 1.0 มก/ล
ไม่มากกว่า 0.02 มก/ล
ไม่มากกว่า 0.2 มก/ล
ไม่มากกว่า 1.0 มก/ล
ไม่มากกว่า 5.0 มก/ล
ไม่มากกว่า 1.0 มก/ล
ไม่มีเลย



.0067
0.167
0.2
20
4
.4
20
20
100
4
80
26.67
80
10
4,000
666.7
20
1,000
100
20
4
20
-
100
100
100



0.123
3.08
3.692
369.6
73.92
7.392
369.63
369.63











1848
73.92
1,478.4
492.8
1478.4
184.8
73920
12320
369.6
18,480
1,848
369.6
73.92
369.6
184,800
ค่ า ธ ร ร ม เ นี ย ม เ พื่ อ ก า ร จั ด ก า ร ม ล พิ ษ
"หมายถึงค่าธรรมเนียมที่ทำการเรียกเก็บโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้โอกาสแก่ผู้ประกอบการปรับ ปรุงกระบวนการผลิตซึ่งจะทำให้เกิดการลดปริมาณของเสียหรือมลพิษที่เกิดขึ้น ซึ่งโรงงานสามารถเลือก ดำเนินการอย่างใดก็ได้ตามแต่ฐานะทางเศรษฐกิจจะเอื้ออำนวย เพื่อนำไปสู่การลดมลพิษจากการดำเนิน กิจการ อาทิเช่น การเปลี่ยนวัตถุดิบการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การปรับปรุงระบบบำบัด/กำจัดของเสีย การนำของเสียกลับมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตการจัดการภายในโรงงานหรือการปรับปรุงทางด้านอื่น ๆ เป็นต้น เครื่องมือนี้เหมาะสำหรับใช้กับโรงงานที่ก่อให้เกิดมลพิษประเภทสารอันตรายหรือโรงงานที่ก่อ มลพิษสูง นอกจากนี้เมื่อมีการประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษสูงจนหมดแล้ว สามารถนำมาใช้ กับโรงงานประเภทอื่น ๆ ได้อีก เพราะจะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในการลดต้นทุนการผลิต"
การจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษนี้ จะมีการคืนเงินค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บตาม สัดส่วนที่กำหนด ยกตัวอย่างกรณีโรงงานน้ำมันปาล์ม ซึ่งหากโรงงานมีการปรับปรุงในระยะเวลาอัน รวดเร็วก็จะได้เงินคืนในสัดส่วนที่มากกว่าการปรับปรุงที่ล่าช้า ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบจำนวนเงินที่หักไว้ เป็นค่าทำลายสิ่งแวดล้อมกับการเสียค่าธรรมเนียมแบบค่าปล่อยมลพิษแล้ว พบว่าในปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 ค่า ทำลายสิ่งแวดล้อมยังถูกหักไว้น้อยกว่าค่าปล่อยมลพิษ แต่หากผู้ประกอบการไม่รีบดำเนินการเงินที่ถูก หักจะมากขึ้นจนสูงกว่าค่าปล่อยมลพิษในปีที่ 4 และปีที่ 5
แนวทางการคิดค่าธรรมเนียมที่ได้ทำการศึกษา จะเป็นค่าธรรมเนียมที่มีการจัดเก็บในอัตราก้าวหน้า เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการพยายามสร้างระบบการจัดการมลพิษขึ้นใช้ในโรงงานทดแทนการจัด เก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ กล่าวคือ มีการนำต้นทุนในการก่อสร้างหรือติดตั้งระบบการจัด การมลพิษมาหาอัตราการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในระยะเวลา 5 ปี ในอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี และมีการจ่ายคืน ผู้ประกอบการโดยมีการหักค่าทำลายสิ่งแวดล้อมในระหว่างการรอการติดตั้งหรือการก่อสร้างระบบการจัด มลพิษ ในอัตราร้อยละ 10 ในปีที่ 1 ร้อยละ 15 ในปีที่ 2 ร้อยละ 25 ในปีที่ 3 ร้อยละ 40 ในปีที่ 4 และร้อยละ 60 ในปีที่ 5 ของเงินที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ประกอบการโดยคืนตามอัตราคิดลดจากยอดเงินที่ได้มีการ จัดเก็บทั้งสิ้นจนถึงวันที่ผู้ประกอบการได้มีการดำเนินการปรับปรุงระบบการผลิตหรือติดตั้งระบบการจัดการ มลพิษ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเงินที่ได้รับคืนไปลงทุนในการก่อสร้างระบบการจัดการมลพิษ เป็นการ กระตุ้นให้ผู้ประกอบการต้องการสร้างระบบการจัดการมลพิษแทนการถูกเก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งหลักการนี้ต้อง ทำการคัดเลือกประเภทของอุตสาหกรรมที่จะมีการนำใช้เครื่องมือนี้ โดยในการศึกษานี้อุตสาหกรรมที่ เหมาะสมในการใช้หลักการของค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ ได้แก่ อุตสาหกรรมฟอกหนังและ อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม
การหักค่าทำลายสิ่งแวดล้อมในอัตราที่เพิ่มขึ้น ก็เพื่อเป็นการจูงใจและกระตุ้นให้ผู้ประกอบ การดำเนินการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงานโดยเร็ว ดังนั้น โรงงานจะได้รับผลกระทบมาก ขึ้นในกรณีที่มีการก่อสร้างหรือปรับปรุงระบบการจัดการในโรงงานช้ากว่าในช่วง 3 ปี ทั้งนี้เนื่องจากเงิน ที่หักไว้เป็นค่าทำลายสิ่งแวดล้อมจะมีค่าสูงกว่าค่าปล่อยมลพิษ และทางโรงงานจะได้รับเงินกลับคืนเพื่อ ปรับปรุงหรือก่อสร้างระบบบำบัด/กำจัด
สมการที่เหมาะสมในการเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ
ดังนั้น สมการในการคำนวณค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ จึงมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
PMF = IP*CR*(1-ef)* (1+ F)/100 *A
(4)
โดย
PMF = ค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษรายปีที่แต่ละโรงงานหรือกลุ่ม โรงงานอุตสาหกรรมจะต้องจ่าย (บาท/ปี)
IP = พารามิเตอร์ที่เป็นวัตถุดิบที่ใช้ผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ของโรงงาน(วัตถุดิบหรือผลผลิต/ปี)
CR = ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายต่อหน่วยในการบำบัดหรือกำจัดของเสีย (บาท/หน่วยวัตถุดิบหรือผลผลิต/ปี)
ef = ค่าสัมประสิทธิ์ของประสิทธิภาพของระบบบำบัดหรือกำจัดของเสีย
F = อัตราเงินเฟ้อต่อปี
A = ตัวแปรในการจูงใจ
ขั้นตอนการใช้ค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ
1. ใช้ร่วมกับการขออนุญาตก่อสร้าง ขยายโรงงาน หรือต่อใบอนุญาต
2. โรงงานที่เข้าข่ายในกลุ่มค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ จะต้องทำการตรวจสอบระบบการ ดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Auditing) เพื่อสำรวจการดำเนินการด้านการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม ของโรงงาน เพื่อทราบข้อเท็จจริงและประเมินผลการดำเนินงานของโรงงาน ซึ่งผลของการตรวจสอบสามารถ แบ่งโรงงานออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
* สำหรับโรงงานที่ผ่านการตรวจสอบ แล้วพบว่าการดำเนินงานของโรงงานไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบ ทางด้านสิ่งแวดล้อมโรงงานนี้ไม่จำเป็นต้องเข้าระบบค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ
* หากผลการประเมินพบว่าโรงงานก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทีมผู้ตรวจสอบ (Auditing Team) จะแนะนำหรือเสนอทางเลือกให้โรงงานปรับปรุงการดำเนินงาน ซึ่งหมายความว่าโรงงานนี้จะต้องเข้าระ- บบค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ อย่างไรก็ตามโรงงานมีทางเลือกจะดำเนินการตามคำแนะนำของ ทีมผู้ตรวจสอบหรือจะดำเนินการตามที่โรงงานเห็นสมควร เพื่อนำไปสู่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากการดำเนินงานของโรงงาน
3. โรงงานที่เข้าข่ายต้องทำค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ รัฐจะมีระยะเวลา 5 ปีในการ ดำเนินการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในระหว่างปีแรกโรงงานจะต้องทำแผนการฟื้นฟูคุณภาพ สิ่งแวดล้อมให้แก่กรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อประกอบการพิจารณาใบอนุญาต หากโรงงานไม่ สามารถดำเนินการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ใน 5 ปี โรงงานจะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรมตามเกณฑ์ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดรายปี เมื่อโรงงานตัดสิน ใจที่จะดำเนินการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยผ่านความเห็นชอบจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว (หลังจากผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดครั้งที่ 2) โรงงานจะได้รับเงินบางส่วนคืน โดยเงินบาง ส่วนจะถูกปรับเนื่องจากทำให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนที่การฟื้นฟูของโรงงานจะดำเนินการ
4. โรงงานที่ได้ทำการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่ผลการตรวจสอบได้กำหนดแล้ว จะไม่อยู่ในระบบค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษอีกต่อไป แต่จะเข้าสู่ระบบค่าปล่อยมลพิษ เพื่อให้แน่ใจว่าโรงงานได้มีการควบคุมดูแลและการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในโรงงานอย่าง ต่อเนื่อง
โรงงานที่ควรมีการใช้ค่าธรรมเนียม เพื่อการจัดการมลพิษในอนาคต
ในระยะแรกค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ จะไม่ประกาศใช้กับโรงงานทุกประเภท แต่ จะเลือกใช้กับโรงงานที่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษสูง และเมื่อประเมินทางด้านเทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์ แล้วพบว่าโรงงานมีศักยภาพในการปรับปรุงกระบวนการผลิตได้ คณะผู้ศึกษาได้กำหนดปัจจัยสำคัญ 2 ประการในการเลือกประเภทอุตสาหกรรมที่ควรใช้ค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ คือ
1. โรงงานประเภทนี้เป็นโรงงานที่ผลิตมลพิษทางน้ำและกากของเสียอันตรายเป็นปริมาณ มากและเป็นของเสียที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม
2. กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้มีการเตรียมมาตรฐานเฉพาะสำหรับของเสียจากแต่ละประเภท อุตสาหกรรม และได้จัดเตรียม Guideline หรือแนวทางในการลดปริมาณของเสียจากกระบวนการ ผลิตหรือแนวทางในการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม
จากการศึกษาพบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมฟอกหนังและน้ำมันปาล์มมี ความพร้อมในการประกาศใช้ค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ
1. โรงงานฟอกหนัง เป็นโรงงานที่ผลิตน้ำเสียที่มีปริมาณความสกปรกสูง และในน้ำทิ้ง มีโครเมียมซึ่งเป็นสารที่มีอันตรายต่อสุขภาพ ระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม 2. โรงงานน้ำมันปาล์ม น้ำทิ้งจากโรงงานน้ำมันปาล์มจะเป็นน้ำทิ้งที่มีความเข้มข้นของความ สกปรกสูง โดยเฉพาะค่าบีโอดี น้ำมันและไขมัน
3. ทั้งสองประเภทโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำลังดำเนินการกำหนดมาตรฐานน้ำทิ้ง และจัดเตรียมแนวทางการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้โรงงานอุตสาหกรรมในการจัดการของเสีย ที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการลดปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นให้น้อยที่สุด
สำหรับโรงงานปลากระป๋อง เมื่อได้ทำการศึกษาแล้วพบว่าโรงงานส่วนใหญ่สามารถลดปริมาณ ของเสียภายในโรงงานได้เนื่องจากของเสียหรือของที่เหลือจากการผลิตมีมูลค่าสามารถนำกลับมาใช้ ใหม่ในกระบวนการผลิตเช่น พวกโปรตีน และบางอย่างสามารถขายได้เพื่อนำไปทำอาหารสัตว์ โรงงาน ส่วนใหญ่เห็นคุณค่าในของเสียที่เกิดขึ้นจึงมีความเต็มใจในการลดปริมาณของเสียโดยให้ความสนับสนุน หรือคำแนะนำทางด้านของเทคโนโลยีที่เหมาะสม จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำเสียจากโรงงานเหล่านี้ พบว่าส่วนใหญ่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด
ข้อแตกต่างระหว่างค่าปล่อยมลพิษและค่าธรรมเนียมเพื่อ การจัดการมลพิษ
1. ค่าปล่อยมลพิษ จะประกาศใช้กับโรงงานจำพวก 3 ทุกโรงงาน ส่วนค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการ มลพิษจะใช้กับโรงงานที่ก่อให้เกิดมลพิษสูงและได้มีการกำหนดมาตรฐานของเสียสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ประเภทนั้น และมีการจัดเตรียมแนวทางในการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในโรงงาน
2. ค่าปล่อยมลพิษ จะเก็บในอัตราที่สูงกว่าต้นทุนในการบำบัดหรือกำจัดมลพิษและเงินที่เก็บได้ จะเข้าสู่รัฐบาลเพื่อให้โรงงานเห็นความสำคัญในการบำบัดหรือกำจัดของเสีย ส่วนค่าธรรมเนียมเพื่อ การจัดการมลพิษจะเก็บในอัตราที่เท่ากับต้นทุนในการบำบัดหรือกำจัดและเงินที่เก็บได้ส่วนหนึ่งจะคืน ห้กับโรงงานอุตสาหกรรมในกรณีที่โรงงานสร้างระบบฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมซึ่งโรงงานจะต้องพิ สูจน์ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเห็นว่าข้อเสนอที่โรงงานเสนอมาสามารถลดปริมาณของเสียจากกระ บวนการผลิตหรือจากระบบบำบัด/กำจัดของเสีย เงินอีกส่วนหนึ่งจะเก็บเข้าสู่รัฐบาลเนื่องจากนับจาก ระยะเวลาที่โรงงานเสียค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ โรงงานได้ปล่อยของเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศน์ และสุขภาพอนามัย
3. อัตราการเก็บค่าปล่อยมลพิษ จะเท่ากับทุกประเภทโรงงานที่อยู่ในจำพวกที่ 3 แต่ค่าธรรม เนียมเพื่อการจัดการมลพิษ อัตราการเก็บจะไม่เท่ากันในแต่ละประเภทโรงงานขึ้นกับคุณลักษณะ ปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นภายในโรงงาน รวมทั้งความยากง่ายในการ บำบัดหรือกำจัดมลพิษนั้น ๆ
4. ค่าปล่อยมลพิษ จะเริ่มใช้กับปัญหาน้ำทิ้งโดยครอบคลุมทุกพารามิเตอร์ที่กำหนดในมาตร
ฐานคุณภาพน้ำทิ้ง ส่วนค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ จะใช้ในการแก้ไขปัญหามลพิษทั้งทางน้ำ
อากาศ กากของเสียและมูลฝอยขึ้นกับความรุนแรงและมลพิษที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของโรงงาน เช่น
โรงงานฟอกหนัง จะเน้นที่การลดการปล่อยโครเมี่ยมออกนอกโรงงาน
5. ค่าปล่อยมลพิษเงินที่เก็บได้จะไม่คืนกลับให้โรงงาน ส่วนค่าธรรมเนียมการจัดการมลพิษ ที่เก็บได้ส่วนใหญ่คืนให้กับโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม
ความสามารถและ
ความเต็มใจในการจ่าย
จากการศึกษาพบว่าการประกาศใช้ค่าปล่อยมลพิษและค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษมีผล กระทบต่อการดำเนินกิจการในระดับที่ไม่สูงนักเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิต ค่าปล่อยมลพิษจะไม่ มากกว่าร้อยระ 0.5 ของต้นทุนการผลิต ส่วนค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษจะไม่มากกว่าร้อยละ 1.5 ของต้นทุนการผลิตเช่นกัน และจากการสัมภาษณ์ถึงความเต็มใจในการจ่ายค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ รัฐพบว่าร้อยละ 73 ของโรงงานที่สัมภาษณ์มีความเต็มใจและมีความสามารถที่จ่ายและร้อยละ 24 สามารถ จ่ายได้สูงกว่า 1,000,000 บาทต่อปี
องค์กรและกฎหมาย
เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีอยู่ ได้เอื้ออำนวยให้กรมโรงงาน อุตสาหกรรมสามารถดำเนินการจัดการเก็บค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อม (ค่าปล่อยมลพิษและค่าธรรม เนียมเพื่อการจัดการมลพิษ) โดยมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และกฎกระทรวง บางส่วนให้สอดคล้องกับแนวทางที่วางไว้ ส่วนอำนาจในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนั้น กำหนดเชื่อมโยง ไว้กับกฎกระทรวงฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2535) ซึ่งในข้อ 3 กำหนดให้
* โรงงานในเขตกรุงเทพมหานครชำระค่าธรรมเนียมรายปีต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม
* โรงงานในจังหวัดอื่น ๆ ให้ชำระค่าธรรมเนียมรายปีต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ท้องที่ที่โรงงานตั้งอยู่
* โรงงานที่อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยให้ชำระค่าธรรมเนียมรายปีต่อการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือสำนักงาน เขตนิคมอุตสาหกรรมที่โรงงานนั้นตั้งอยู่เพื่อจัดส่งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมต่อไป
รายได้จากค่าธรรมเนียม
ค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อม (ค่าปล่อยมลพิษและค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ) เป็นที่มาของ รายได้ที่คาดว่าจะได้นำมาใช้ในกองทุนสิ่งแวดล้อมหรือเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ เพื่อประโยชน์ในการรักษา สิ่งแวดล้อมทำให้รัฐมีเงินทุนหมุนเวียนในการแก้ไขปรับปรุงปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เร็วขึ้น โดยเงินทุนนี้ ควรจะแบ่งเป็น 4 ส่วนคือ
*เพื่อสนับสนุนการลงทุนหรือดำเนินการของโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดของเสียในการผลิตหรือ บำบัดหรือกำจัดของเสีย
* เงินทุนเพื่อการวิจัยด้านการลดปริมาณมลพิษและการสร้างระบบข้อมูลที่เป็นประโยชน์
* เงินทุนเพื่อการบริหารสิ่งแวดล้อมในการนำมาใช้ในการบริหารสำนักงานการเก็บค่าธรรมเนียม และการติดตามตรวจสอบผลการดำเนินงานของบุคคลภายนอก (Third Party)
* เงินทุนหมุนเวียนพื่อการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยรวม ซึ่งรวมถึงการรวบรวม ขนส่ง บำบัด กำจัดมลพิษที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่หรือในบางกรณี
งานที่จะต้องดำเนินการ
ต่อไปในอนาคต
งานที่ต้องดำเนินการต่อไปในอนาคตเพื่อให้การนำใช้ค่าปล่อยมลพิษและค่าธรรมเนียมเพื่อ การจัดการมลพิษเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ คือ
1. การปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 และการประกาศกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง การนำใช้หลักการดังกล่าวจะช้าหรือเร็วขึ้นกับระยะเวลาในการแก้ไขพระราชบัญญัติและการออกกฎ กระทรวง ซึ่งสามารถมีผลในทางปฏิบัติได้ประมาณ 6 เดือนหลังจากประกาศใช้พระราชบัญญัติที่มี การปรับปรุงใหม่
2. เพื่อให้การดำเนินงานด้านนี้เป็นไปได้ในทางปฏิบัติจะอาศัยกำลังคนจากภาครัฐเท่านั้นคง
ไม่ได้ สมควรให้ภาคเอกชนและองค์กรเอกชนมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบการระบายของเสีย จากโรงงาน และร่วมในการตรวจสอบกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุต- สาหกรรมจะมีบทบาทในการกำกับให้การตรวจสอบของภาคเอกชนหรือองค์กรเอกชนมีความถูกต้อง และให้คำปรึกษาแก่โรงงานอุตสาหกรรมในด้านการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เกิดของเสียน้อยที่สุด กรมโรงงานอุตสาหกรรมสมควรกำหนดคุณสมบัติที่เหมาะสมและขึ้นทะเบียนสำหรับบุคคลภายนอก ในการติดตามตรวจสอบและการตรวจสอบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Monitoring and Environmental Auditing) รวมทั้งการอบรมบุคคลภายนอกให้มีความรู้จริงในการดำเนินงานในเรื่องทั้งสอง โดยเฉพาะด้านการ ตรวจสอบการจัดการสิ่งแวดล้อมจะต้องมีความรู้ทางด้านกระบวนการผลิต และการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่เป็นไปได้ในทางเทคโนโลยี การปฏิบัติและการเงินมากที่สุดของแต่ละประเภทโรงงาน ซึ่งกลุ่มบุคคลภาย นอกต้องมีความพร้อมก่อนมีการประกาศใช้ค่าปล่อยมลพิษและค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ
3. การสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมในการจัดเก็บค่าปล่อยมลพิษและค่า ธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ และผู้บริโภคให้เข้าใจถึงผลกระทบทางด้านบวกและลบที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งสร้างเสริมความมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังมิให้โรงงานหนึ่งโรงงานใดลักลอบปล่อย ของเสียออกนอกโรงงาน
4. คัดเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่เหมาะสมในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ
5. กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม และจัดเตรียมแนวทางใน การลดมลพิษการหมุนเวียนของเสียกลับมาใช้ใหม่ และบำบัด/กำจัดมลพิษ
สรุป
* จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่าการผลักหรือปล่อยทุกอย่างให้รัฐรับผิดชอบเป็น สิ่งที่ไม่ถูกต้องนักการร่วมมือกันทุกฝ่ายจะสำเร็จผลอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่า
* เครื่องมือนี้จะต้องอาศัยกลไกการตลาด ความร่วมมือของผู้บริโภคและผู้ผลิต การส่งเสริม ของรัฐบาลรวมทั้งการเป็นสื่อกลางขององค์กรเอกชน กล่าวคือผู้ผลิตย่อมถูกกำหนดให้พัฒนาคุณภาพ ของผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของผู้บริโภค เมื่อผู้บริโภคมีความห่วงใยในสิ่งแวดล้อมเป็นพื้นฐาน พร้อมที่จะซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้นผู้ผลิตย่อมพยายามที่จะผลิตสินค้าที่แสดงความรับผิดชอบต่อ สิ่งแวดล้อมออกมาเป็นเครื่องจูงใจและเมื่อความต้องการสินค้าสูงขึ้น กลไกการตลาดจะเกิดการ แข่งขัน ผู้ผลิตจะผลิตสินค้ามากขึ้นทำให้ต้นทุนต่ำลง ราคาสินค้าก็จะถูกลง
* การใช้วิธีการเก็บค่าธรรมเนียมมลพิษ (ที่เกินปริมาณที่กำหนด) จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับการ จัดการสิ่งแวดล้อม ให้ความยืดหยุ่นในการบำบัดแก่ผู้ประกอบการ ผู้ที่บำบัดไม่ได้หรือไม่คุ้มก็จ่ายค่า ธรรมเนียมมลพิษที่ปล่อย ส่วนที่บำบัดได้ถูกกว่าและได้ตามที่มาตรฐานกำหนดก็จะบำบัดเอง ดังนั้น ผู้ประกอบการจะตัดสินใจบำบัด ณ ระดับที่เหมาะสมจะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ เปลี่ยนเทคโนโลยี ที่เหมาะสม ในขณะเดียวกัน รายได้จากมลพิษส่วนเกินนั้นก็จะนำเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อม/ท้องถิ่นเพื่อ ประโยชน์ในการรักษาสิ่งแวดล้อมต่อไป

การประยุกต์ใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดการมลพิษโรงงาน
กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
ศึกษาโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
สนับสนุนโดย IP-Institut fuer Projektplanung GmbH Deutsche Gesellschaft fuer Technische Zusammenarbeit (GTZ) GmbH ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ไทย-เยอรมัน
เผยแพร่โดย สำนักเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมโรงงาน

<<< กลับหน้าหลัก