Message from Director-General
A new EU regulatory framework called REACH is expected to be operational by end of 2007 and will have a trade impact on Thai manufacturers and exporters. REACH stands for the Registration, Evaluation and Authorization of CHemicals. The REACH system involves three elements: Registration; Evaluation; and Authorization of chemical substance produced/imported to the EU market. According to the system, European Chemical Agency will act as a central entity for the administration of the REACH process.

It is estimated that around 30,000 substances having a production volume of 1 ton/year/applicant and over will require registration under REACH and should be done within 11 years from its effective date. Deadlines for implementation are prioritized by chemical properties and production volume of substances. For example, CMR substances or chemical substances above 1,000 tons/year/applicant require registration within 3 years, whereas substances above 100 tons/year can be done within 6 years.

Besides chemical substances and preparations, Registration includes articles containing them. Chemical substances intended to be released from articles are subjected to registration if they are released above 1 ton/year and classified as dangerous. The registration process should be done within 11 years and three months.

For Evaluation, all chemical substances having a production volume of 100 tons/year/applicant and over will be evaluated, which are around 6,000 substances. In case of Authorization, it involves very high concern substances such as CMRs and other substances causing long-term and chronic effects. The number of these substances is estimated at 1,500 and around 1-2% of them is expected to be phased out.

To comply with the REACH system (Registration, Evaluation, and Authorization) producers/importers of chemicals to EU will be required to gather information on the properties of their substances and proof of their safety to human and the environment. The more tonnage produced annually, the more amounts of information needed. Therefore, REACH will impact the manufacturers/importers of chemical substances to the EU market extensively including Thai Industry. For Thai chemical producers, the impact may result in not only the increasing cost for data preparation but also slowing down process for importation to the EU. Moreover, exporting chemicals to non-EU countries will also be affected if the articles containing these chemicals will be sold back to the EU market. In case of Thai chemical users, they will have an impact by higher price of chemicals imported from EU countries. In addition, if the articles are placed on the EU market using chemicals from non-EU countries, or even from EU but with other purposes than their original registration, Thai producers of the articles (users of chemicals) are subject to have responsibility to implement REACH as well. Since some hazardous chemicals will be phased out in the REACH system, Thai users have to look for substitute chemicals or modify their process to conform to the alternatives. For downstream users in Thailand there is no need to prepare all information as required by the system. Nevertheless they will be influenced by the higher price of chemicals.

As for Thai producers and exporters, they are advised to be well prepared to reduce the impact they will face when REACH becomes effective. They should have clear understanding of the system and examine whether their substances are covered by REACH. They should also update on the REACH status regularly since REACH is not yet adopted, so there might be some changes. To follow up the progress of the REACH system and obtain some suggestions on how to prepare yourself, please visit the EU website (http://ecb.jrc.it) or websites of Thai agencies such as the Federation of Thai Industries, Department of Foreign Trade, Ministry of Commerce, and the Thailand Research Fund. The website of Department of Industrial Works (http://www.diw.go.th), which provides brief content on REACH, and suggestions to make Thai industries ready for the REACH system, is another source of information that we are trying to provide.

สารจาก อรอ.
กฎระเบียบของสหภาพยุโรปฉบับหนึ่งที่คาดว่าจะประกาศใช้ภายในปี 2550 นี้ และมีผลกระทบต่อผู้ผลิต/ ผู้ส่งออกเคมีภัณฑ์ของไทย คือ ระเบียบเคมีภัณฑ์ใหม่ของยุโรปหรือที่นิยมเรียกกันว่า REACH ซึ่งย่อมาจาก Registration, Evaluation, and Authorization of CHemicals ระเบียบนี้จะใช้บังคับกับผู้ผลิตและผู้นำเข้าในยุโรป โดยมีสาระสำคัญคือ ต้องมีการขึ้นทะเบียน มีการตรวจสอบประเมินความเสี่ยง และมีการขออนุญาตผลิต/นำเข้าเคมีภัณฑ์ โดยมี European Chemical Agency เป็นหน่วยงานกลางในการกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตามระเบียบ REACH มีการประมาณกันว่าสารเคมีที่อยู่ในข่ายต้องขึ้นทะเบียน ซึ่งมีการผลิต/นำเข้าตั้งแต่ 1 ตัน/ปี/ราย จะมีอยู่ประมาณ 30,000 ชนิด และต้องขึ้นทะเบียนให้แล้วเสร็จภายใน 11 ปี นับแต่วันที่ระเบียบ REACH มีผลบังคับใช้ โดยต้องทยอยขึ้นทะเบียนตามปริมาณการผลิต/นำเข้า ปริมาณนี้ยิ่งมากหรือมีความเป็นอันตรายสูง เช่น มากกว่า 1,000 ตัน/ปี/ราย หรือเป็นสารก่อมะเร็ง สารก่อให้เกิดการ กลายพันธุ์และสารที่ทำลายระบบสืบพันธุ์ (CMRs) ต้องขึ้นทะเบียนภายใน 3 ปี ถ้ามากกว่า 100 ตัน/ปี/ราย ต้องขึ้นทะเบียนภายใน 6 ปี ส่วนที่ต่ำกว่านั้นต้องขึ้นทะเบียนภายใน 11 ปี นอกจากสารเคมีที่เป็นสารเดี่ยวหรือสารเคมีที่อยู่ในของผสมแล้ว ระเบียบ REACH ยังครอบคลุมไปถึงสารเคมีที่อยู่ในสินค้าด้วย สำหรับสารเคมีที่อยู่ในสินค้านี้ถ้าประเมินว่าเป็นสารอันตรายตามกฎหมายของ EU และสามารถจะแพร่ออกมาในระหว่างการใช้สินค้าหรือการกำจัดในปริมาณที่มากกว่า 1 ตัน/ปี/ราย ก็จะต้องนำไปขึ้นทะเบียนเช่นเดียวกับสารเดี่ยวภายใน 11 ปี 3 เดือน ส่วนสารเคมีที่อยู่ในข่ายต้องทำการตรวจสอบประเมินความเสี่ยง ได้แก่ สารเคมีที่มีการผลิต/นำเข้าเกินกว่า 100 ตัน/ปี/ราย ซึ่งคาดว่าจะมีอยู่ประมาณ 6,000 ชนิด และที่อยู่ในข่ายต้องขออนุญาต ผลิต/นำเข้า ได้แก่ สาร CMRs และสารที่มีพิษตกค้างยาวนาน จะมีอยู่ประมาณ 1,500 ชนิด ในจำนวนนี้คาดว่าจะมีสารอยู่ประมาณ 1-2% ที่อาจต้องยกเลิกการผลิต การปฏิบัติตามขั้นตอนของระเบียบ REACH ตั้งแต่การขึ้นทะเบียน การตรวจสอบประเมินความเสี่ยง หรือการขออนุญาต ผู้ประกอบการจะต้องจัดเตรียมข้อมูล การวิเคราะห์ ทดสอบ และจัดทำรายงานเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าสารเคมีนั้นปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งข้อมูลที่จะต้องเตรียมขึ้นอยู่กับปริมาณของสารเคมี ถ้าสารมีปริมาณมากก็จะต้องเตรียมข้อมูลมากขึ้นด้วย ระเบียบ REACH จึงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างกว้างขวาง ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการของไทยที่ส่งออกเคมีภัณฑ์หรือสินค้าที่มีสารเคมีไปยัง EU โดยตรง ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการผลักภาระของผู้นำเข้า ใน EU นอกจากภาระเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมข้อมูลแล้ว อาจทำให้ล่าช้าในการดำเนินการตาม ขั้นตอนกว่าที่จะนำเข้าไปใน EU ได้ แม้การส่งออกไปยังประเทศนอก EU ก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน หากประเทศนั้นนำเคมีภัณฑ์ของไทยไปผลิตสินค้าอื่นๆ เพื่อส่งออกไปยัง EU อีกทีหนึ่ง ในส่วนของผู้นำเข้า/ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ในประเทศ สินค้าที่นำเข้าจาก EU จะถูกปรับราคาสูงขึ้น และหากนำเข้าจากประเทศนอก EU เพื่อผลิตสินค้าส่งไปยัง EU หรือนำเข้าจาก EU แต่นำมาใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ นอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้กับหน่วยงานกลางในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนตามระเบียบ REACH แล้ว ผู้ผลิตสินค้าของไทยก็จะมีภาระความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นในการจัดทำเอกสารตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ REACH และการที่ สารเคมีบางชนิดอาจถูกยกเลิกการผลิต ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องหาสารใหม่ทดแทนหรือปรับเปลี่ยนการผลิตใหม่ สำหรับผู้ใช้เคมีภัณฑ์ขั้นปลายในประเทศไทย แม้จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดในแง่ที่ไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทดสอบและจัดทำเอกสารเพื่อการขึ้นทะเบียน แต่ก็ต้องรับภาระ ค่าใช้จ่ายจากการบริโภคสินค้าที่ใช้เคมีภัณฑ์เป็นวัตถุดิบเมื่อวัตถุดิบจาก EU มีราคาเพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยลดผลกระทบจากระเบียบ REACH โดยเฉพาะผู้ผลิต/ผู้ส่งออกควรติดตามและทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามระเบียบ REACH และตรวจสอบว่าสารเคมีที่ใช้หรือที่ส่งออกนั้นเข้าข่ายควบคุมตามระเบียบนี้หรือไม่ และถ้าจะต้องปฏิบัติตามระเบียบนี้ผู้นำเข้าของ EU ยินดีจะดำเนินการให้หรือไม่ การติดตามความก้าวหน้าของระเบียบ REACH และข้อแนะนำในการเตรียมความพร้อมสามารถจะดูได้จาก Website ของ EU คือ http://ecb.jrc.it หรือ Website ของหน่วยงานภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และ Website ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม คือ http://www.diw.go.th ซึ่งได้สรุปสาระสำคัญของระเบียบ REACH ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น รวมทั้งคำแนะนำในการเตรียมความพร้อม เพื่อลดผลกระทบจากระเบียบ REACH ด้วย ดังนั้น จึงขอให้ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไปจำหน่ายไปยุโรปได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดด้วย เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อการผลิต

********************